<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Psychology - Sajapong Rhienmora</title>
	<atom:link href="https://sajapong.com/category/psychology/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://sajapong.com</link>
	<description>จิตวิทยา การเรียนรู้ เทคโนโลยี และชีวิต</description>
	<lastBuildDate>Sat, 05 Sep 2026 07:23:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1</generator>

<image>
	<url>https://sajapong.com/wp-content/uploads/2026/08/fav-2-150x150.png</url>
	<title>Psychology - Sajapong Rhienmora</title>
	<link>https://sajapong.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วัยกลางคน &#8220;วิกฤติ&#8221; หรือแค่ &#8220;ช่วงเปลี่ยนผ่าน&#8221;</title>
		<link>https://sajapong.com/psychology/midlife-crisis-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sajapong Rhienmora]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Sep 2026 07:21:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Psychology]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sajapong.com/?p=715</guid>

					<description><![CDATA[ความเปลี่ยนแปลงในวัยกลางคนไม่ได้หมายความว่าชีวิตกำลังเกิดวิกฤติเสมอไป บางครั้งมันอาจเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เมื่อความต้องการ บทบาท และความหมายของชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณเคยได้ยินคำว่า “Midlife Crisis” ไหมครับ</strong></p>
<p>คำนี้ฟังดูเหมือนเป็นวิกฤติที่ทุกคนต้องเผชิญเมื่อชีวิตเดินมาถึงครึ่งทาง แต่ความเปลี่ยนแปลงในวัยกลางคนไม่ได้หมายความว่าชีวิตกำลังเกิดวิกฤติเสมอไป บางครั้งมันอาจเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เมื่อความต้องการ บทบาท และความหมายของชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป</p>
<p>จึงมีอีกคำหนึ่งที่อาจอธิบายประสบการณ์ของหลายคนได้ตรงกว่า นั่นคือ <strong>“Midlife Transition” หรือ “ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยกลางคน”</strong></p>
<p>คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรากำลังเผชิญวิกฤติหรือไม่ แต่อาจรวมถึงว่า ชีวิตของเรากำลังเปลี่ยนจากอะไร และกำลังพาเราไปสู่อะไร</p>
<hr />
<h3>Midlife Crisis ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน</h3>
<p>คำว่า “Midlife Crisis” เริ่มถูกใช้ในวงวิชาการตั้งแต่ปี 1965 จากงานของ Elliott Jaques ซึ่งกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงกลางของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์เริ่มตระหนักชัดขึ้นว่า เวลาของชีวิตไม่ได้ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม Midlife Crisis ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางจิตเวช และไม่ได้เป็นภาวะที่ทุกคนต้องพบเมื่อถึงอายุหนึ่ง</p>
<p>งานศึกษาของ Elaine Wethington ในปี 2000 ซึ่งสำรวจชาวอเมริกันจำนวน 724 คน พบว่า แม้คนส่วนใหญ่จะรู้จักและสามารถอธิบายคำว่า Midlife Crisis ได้ แต่ประสบการณ์ที่ถูกเรียกว่า “วิกฤติ” ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน หลายกรณียังสัมพันธ์กับเหตุการณ์เฉพาะในชีวิต เช่น ปัญหาการงาน ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือความสูญเสีย มากกว่าจะเกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว</p>
<p>การเข้าสู่วัยกลางคนจึงไม่ได้มีนาฬิกาที่ตั้งเวลาเอาไว้ว่า เมื่อถึงวันหนึ่งชีวิตจะต้องเกิดวิกฤติขึ้นทันที</p>
<hr />
<h3>คำถามที่ค่อย ๆ ดังขึ้นในช่วงครึ่งทางของชีวิต</h3>
<p>เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน เราอาจเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจกับชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่ งานที่เคยตั้งใจทำอาจไม่ได้ให้ความหมายเหมือนเดิม ความสำเร็จที่เคยอยากได้ เมื่อได้มาแล้วกลับไม่ได้เติมเต็มอย่างที่คิด หรือเราอาจเริ่มถามตัวเองว่า ชีวิตที่ผ่านมาพาเรามาถึงจุดที่ต้องการจริงหรือไม่</p>
<p>ความรู้สึกเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยที่ชีวิตภายนอกยังดูปกติดี เรายังทำงาน รับผิดชอบครอบครัว และใช้ชีวิตเหมือนทุกวัน เพียงแต่ข้างในเริ่มมีคำถามหนึ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า</p>
<blockquote><p>“จากนี้จะเอาอย่างไรต่อ”</p></blockquote>
<p>การมีคำถามไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราเคยเลือกมานั้นผิด แต่อาจหมายความว่า สิ่งที่เคยพอดีกับเราในอดีต เริ่มไม่พอดีกับคนที่เราเป็นในวันนี้แล้ว</p>
<hr />
<h3>Midlife Transition และการทบทวนโครงสร้างชีวิต</h3>
<p>Daniel Levinson นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องพัฒนาการของผู้ใหญ่ เสนอว่า ชีวิตไม่ได้ดำเนินอย่างราบเรียบเป็นเส้นตรง แต่ประกอบด้วยช่วงที่เราสร้าง “โครงสร้างชีวิต” ขึ้นมา และช่วงที่เรากลับมาทบทวนว่า โครงสร้างนั้นยังเหมาะสมอยู่หรือไม่</p>
<p>โครงสร้างชีวิตอาจประกอบด้วยงาน ความสัมพันธ์ ครอบครัว บทบาททางสังคม ความฝัน และภาพที่เรามีต่อตัวเอง</p>
<p>เมื่อเวลาผ่านไป งานเดิมอาจยังเป็นงานที่ดี แต่เราเริ่มต้องการความหมายจากมันต่างออกไป ความสำเร็จอาจยังสำคัญ แต่เราไม่อยากแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมาเหมือนเมื่อก่อน หรือบทบาทบางอย่างที่เคยใช้ยืนยันว่าเราเป็นใคร อาจไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้อีกต่อไป</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่คำว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” อาจตรงกับประสบการณ์ของคนจำนวนมากกว่าคำว่า “วิกฤติ” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การพังลงของชีวิต แต่เป็นการกลับมาทบทวนและจัดวางชีวิตใหม่</p>
<hr />
<h3>Crisis กับ Transition ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน</h3>
<p><strong>Crisis</strong> เน้นช่วงที่ความไม่แน่ใจสร้างความทุกข์ ความสับสน หรือรบกวนการใช้ชีวิตมากเป็นพิเศษ ขณะที่ <strong>Transition</strong> หมายถึงกระบวนการที่เราค่อย ๆ ปรับตัว เมื่อความต้องการ บทบาท และความหมายบางอย่างในชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป</p>
<blockquote><p>วิกฤติอาจเกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านได้ แต่ไม่ใช่ทุกการเปลี่ยนผ่านจะต้องกลายเป็นวิกฤติ</p></blockquote>
<p>การเปลี่ยนผ่านอาจเป็นช่วงเวลาที่ยาก ไม่แน่นอน และเต็มไปด้วยคำถาม แต่ก็สามารถนำไปสู่การเติบโต การตัดสินใจใหม่ และชีวิตที่สอดคล้องกับตัวเรามากขึ้นได้เช่นกัน</p>
<hr />
<h3>ชื่อที่เราใช้เรียกสิ่งที่เกิดขึ้น มีผลต่อวิธีรับมือ</h3>
<p>หากเราเชื่อว่าชีวิตกำลังเกิดวิกฤติ เราอาจรีบคิดว่าต้องแก้ไขอะไรบางอย่าง ต้องลาออก ต้องเริ่มต้นใหม่ หรือต้องพาตัวเองกลับไปเป็นคนเดิมให้ได้</p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง เราอาจพยายามกดความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้ เพราะคิดว่าเป็นเพียงความฟุ้งซ่านของคนวัยกลางคน แล้วฝืนใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไป ทั้งที่ข้างในเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว</p>
<p>แต่หากมองว่านี่คือช่วงเปลี่ยนผ่าน คำถามอาจไม่ใช่ “ชีวิตของเราผิดตรงไหน” แต่เป็น “ชีวิตกำลังเปลี่ยนจากอะไร และกำลังพาเราไปสู่อะไร”</p>
<p>สิ่งที่ควรทำจึงอาจไม่ใช่การรีบหนีหรือฝืนทน แต่อาจเป็นการหยุดฟังว่า อะไรในชีวิตกำลังหมดความหมาย อะไรยังมีคุณค่า และอะไรจำเป็นต้องได้รับการจัดวางใหม่</p>
<hr />
<h3>การกลับไปเรียน ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทิ้งชีวิตเดิม</h3>
<p>เรื่องนี้ใกล้ตัวผมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผมกำลังเข้าสู่วัย 40 และตัดสินใจกลับไปเรียนปริญญาเอกด้านจิตวิทยาการเรียนรู้</p>
<p>ผมไม่ได้กลับไปเรียนเพราะต้องการทิ้งชีวิตเดิมหรือเริ่มต้นเป็นคนใหม่ทั้งหมด แต่เริ่มสงสัยว่า ประสบการณ์จากการทำงาน การสอน การทำธุรกิจ และการพบผู้คนมาตลอดหลายปี จะสามารถนำกลับมาทำความเข้าใจและต่อยอดใหม่ได้อย่างไร</p>
<p>บางทีการกลับไปเรียนครั้งนี้จึงไม่ใช่การเดินหนีจากชีวิตเดิม แต่เป็นการนำสิ่งที่เคยผ่านมา มาจัดวางใหม่ให้เหมาะกับชีวิตช่วงต่อไปมากกว่า</p>
<hr />
<h3>คนวัยกลางคนกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านสองชั้น</h3>
<p>ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยกลางคนของคนรุ่นเราอาจซับซ้อนกว่าคนรุ่นก่อน เพราะขณะที่โลกภายในกำลังเปลี่ยน โลกภายนอกก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็วไปพร้อมกัน โดยเฉพาะโลกการทำงานที่มี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งมากขึ้น</p>
<p>สิ่งที่เราใช้เวลาสิบหรือยี่สิบปีฝึกฝน อาจถูก AI ทำได้ภายในไม่กี่นาที งานบางอย่างที่เคยสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญ อาจกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้ง่ายขึ้น และความหมายของคำว่า “คนเก่ง” ในโลกการทำงานก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป</p>
<p>คนวัยกลางคนจึงอาจกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านพร้อมกันสองชั้น</p>
<ul>
<li><strong>การเปลี่ยนผ่านภายใน</strong> เมื่อความต้องการ บทบาท และความหมายของชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป</li>
<li><strong>การเปลี่ยนผ่านของโลกภายนอก</strong> เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีทำงาน การเรียนรู้ และคุณค่าของความเชี่ยวชาญ</li>
</ul>
<p>คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า จากนี้เราอยากใช้ชีวิตอย่างไร แต่ยังรวมถึงว่า เราจะทำงานและเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไร รวมถึงจะวางคุณค่าของตัวเองไว้ตรงไหน ในวันที่เทคโนโลยีทำสิ่งที่เราเคยใช้ยืนยันความสามารถได้มากขึ้น</p>
<hr />
<h3>AI อาจเป็นทั้งแรงกดดันและเครื่องมือของการเปลี่ยนผ่าน</h3>
<p>AI ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแรงกดดันที่คนวัยกลางคนต้องพยายามวิ่งตามให้ทัน แต่อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้ด้วย</p>
<p>คนวัยกลางคนไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีประสบการณ์จากการทำงาน เข้าใจปัญหาในโลกจริง รู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ เข้าใจผู้คนมากขึ้น และเคยเห็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจทั้งที่ถูกและผิดมาแล้ว</p>
<p>AI สามารถช่วยให้เราค้นคว้าได้เร็วขึ้น สร้างสิ่งที่เมื่อก่อนทำเองไม่ได้ ทดลองความคิดโดยใช้ต้นทุนน้อยลง หรือเปลี่ยนความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ให้กลายเป็นงานและบทบาทใหม่</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ไม่ได้กลายเป็นข้อได้เปรียบโดยอัตโนมัติ หากเรายังยึดติดกับวิธีเดิมหรือไม่ยอมกลับไปเป็นผู้เริ่มต้นอีกครั้ง ประสบการณ์ที่มีก็อาจกลายเป็นกำแพงได้เช่นกัน</p>
<blockquote><p>ประสบการณ์เป็นวัตถุดิบ ส่วนการเปิดใจเรียนรู้ ตั้งคำถาม และนำสิ่งที่รู้มาทำงานร่วมกับเครื่องมือใหม่ คือสิ่งที่จะเปลี่ยนวัตถุดิบนั้นให้กลายเป็นคุณค่า</p></blockquote>
<hr />
<h3>จากคำถามในชีวิต สู่คำถามของงานวิจัย</h3>
<p>แนวคิดนี้ทำให้ผมเริ่มสนใจศึกษาการใช้ AI ของคนในช่วงเปลี่ยนผ่านวัยกลางคน โดยวางงานวิจัยออกเป็นสองส่วน</p>
<ol>
<li><strong>ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน</strong> ว่าคนวัยนี้ใช้ AI ในระดับใด มีความเข้าใจและมุมมองต่อ AI อย่างไร มองเห็นโอกาสอะไร กังวลเรื่องใด และมีปัจจัยอะไรที่ช่วยหรือขัดขวางการนำ AI มาใช้ในการทำงาน</li>
<li><strong>ออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้</strong> จากข้อมูลที่ค้นพบ เพื่อช่วยให้คนวัยนี้พร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานร่วมกับ AI มากขึ้น</li>
</ol>
<p>เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการสอนให้กดปุ่มหรือใช้โปรแกรมเป็น เพราะเครื่องมือที่ใช้ในวันนี้อาจเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่ปี แต่คือการช่วยให้คนวัยกลางคนเรียนรู้วิธีนำประสบการณ์มาทำงานร่วมกับ AI โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองหมดคุณค่า และสามารถสร้างบทบาทใหม่ในโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้</p>
<p>ขณะนี้งานวิจัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าคำตอบสุดท้ายจะพาไปถึงตรงไหน แต่หากมีความคืบหน้า พบข้อมูล หรือค้นพบมุมมองที่น่าสนใจ ผมจะนำมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้งครับ</p>
<hr />
<h3>ชีวิตบทต่อไปอาจไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์</h3>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนวัยกลางคนอาจไม่ใช่วิกฤติที่ต้องรีบหลบหนี และไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่</p>
<p>มันอาจเป็นช่วงเวลาที่เราได้หยุดมองชีวิตให้ชัดขึ้น เลือกว่าสิ่งใดควรเดินต่อ สิ่งใดควรวางลง และนำสิ่งที่สะสมมาตลอดครึ่งแรกของชีวิตไปสร้างความหมายใหม่ในครึ่งหลัง</p>
<p>คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่า “เราจะตามคนรุ่นใหม่ทันไหม” แต่เป็นว่า</p>
<blockquote><p>หากประสบการณ์เดิมคือวัตถุดิบ และ AI คือเครื่องมือใหม่ เราจะนำทั้งสองอย่างมาสร้างชีวิตบทต่อไปของเราได้อย่างไร</p></blockquote>
<p>แล้วคุณล่ะครับ ช่วงนี้คุณกำลังรู้สึกว่าชีวิตเกิดวิกฤติ หรือบางทีคุณเพียงกำลังเดินผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านบางอย่างอยู่</p>
<div class="saboxplugin-wrap" itemtype="http://schema.org/Person" itemscope itemprop="author"><div class="saboxplugin-tab"><div class="saboxplugin-gravatar"><img decoding="async" src="https://sajapong.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Apr-25-2026-10_39_26-AM-e1785921432658.png" width="100"  height="100" alt="" itemprop="image"></div><div class="saboxplugin-authorname"><a href="https://sajapong.com/author/sajapong/" class="vcard author" rel="author"><span class="fn">Sajapong Rhienmora</span></a></div><div class="saboxplugin-desc"><div itemprop="description"><p><b>เว็บไซต์นี้</b>พื้นที่ที่ผมใช้สำรวจเรื่อง Psychology · Learning · Technology · Life ผ่านสิ่งที่กำลังเรียนรู้ งานวิจัย และคำถามที่พบจากชีวิตจริง หากเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่คุณสนใจเหมือนกัน เรายังมีอีกหลายคำถามให้ค่อย ๆ สำรวจไปด้วยกันที่ sajapong.com</p>
</div></div><div class="saboxplugin-web "><a href="https://sajapong.com" target="_self" >sajapong.com</a></div><div class="clearfix"></div><div class="saboxplugin-socials "><a title="Facebook" target="_blank" href="https://www.facebook.com/kame.rhienmora/" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-facebook" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 264 512"><path fill="currentColor" d="M76.7 512V283H0v-91h76.7v-71.7C76.7 42.4 124.3 0 193.8 0c33.3 0 61.9 2.5 70.2 3.6V85h-48.2c-37.8 0-45.1 18-45.1 44.3V192H256l-11.7 91h-73.6v229"></path></svg></span></a><a title="User email" target="_self" href="mailto:sajapong@cher.one" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-user_email" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 512 512"><path fill="currentColor" d="M502.3 190.8c3.9-3.1 9.7-.2 9.7 4.7V400c0 26.5-21.5 48-48 48H48c-26.5 0-48-21.5-48-48V195.6c0-5 5.7-7.8 9.7-4.7 22.4 17.4 52.1 39.5 154.1 113.6 21.1 15.4 56.7 47.8 92.2 47.6 35.7.3 72-32.8 92.3-47.6 102-74.1 131.6-96.3 154-113.7zM256 320c23.2.4 56.6-29.2 73.4-41.4 132.7-96.3 142.8-104.7 173.4-128.7 5.8-4.5 9.2-11.5 9.2-18.9v-19c0-26.5-21.5-48-48-48H48C21.5 64 0 85.5 0 112v19c0 7.4 3.4 14.3 9.2 18.9 30.6 23.9 40.7 32.4 173.4 128.7 16.8 12.2 50.2 41.8 73.4 41.4z"></path></svg></span></a></div></div></div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อการยอมรับถูกวัดด้วยตัวเลข</title>
		<link>https://sajapong.com/psychology/contingencies-of-self-worth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sajapong Rhienmora]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 08:01:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Psychology]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sajapong.com/?p=694</guid>

					<description><![CDATA[วันนี้ การได้รับการยอมรับเริ่มมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งยอดไลก์ ยอดวิว คอมเมนต์ และจำนวนผู้ติดตาม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เคยได้ยินเรื่องพีระมิดของมาสโลว์ไหมครับ</strong></p>
<p>มันเป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายว่า มนุษย์เรามีความต้องการหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างอาหาร ความปลอดภัย ความรักและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ไปจนถึงความรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ มีคุณค่า และได้รับการยอมรับจากคนอื่น</p>
<p>พูดง่าย ๆ คือ เราไม่ได้ต้องการแค่มีชีวิตอยู่ แต่ยังอยากรู้ด้วยว่า ตัวเรามีความหมาย และสิ่งที่เราทำมีใครมองเห็น</p>
<p>ความต้องการนี้มีอยู่มานานก่อนเกิดโซเชียลมีเดีย เพียงแต่ในวันนี้ การได้รับการยอมรับเริ่มมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งยอดไลก์ ยอดวิว คอมเมนต์ และจำนวนผู้ติดตาม</p>
<p>เมื่อยอดดี เราอาจรู้สึกมั่นใจขึ้น แต่เมื่อมันเงียบกว่าที่หวัง บางครั้งเราไม่ได้สงสัยแค่ว่า <strong>“งานชิ้นนี้มีอะไรต้องปรับ”</strong> เราอาจเริ่มสงสัยต่อไปว่า <strong>“หรือว่าเราไม่ดีพอ”</strong></p>
<p>ทั้งที่จริงแล้ว สองคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย</p>
<hr />
<h3>ตัวเลขกำลังบอกอะไรเรา</h3>
<p>ผมทำงานเกี่ยวกับคอนเทนต์มานาน และเคยเจอทั้งสองด้าน บางชิ้นใช้เวลาคิด ถ่าย และตัดต่อหลายวัน แต่พอเผยแพร่ออกไปกลับเงียบกว่าที่คาด ขณะที่บางโพสต์ทำขึ้นง่าย ๆ ไม่ได้วางแผนซับซ้อนมาก กลับมีคนสนใจและส่งต่อเป็นจำนวนมาก</p>
<p>ประสบการณ์แบบนี้ทำให้ผมเห็นว่า ผลตอบรับไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานเพียงอย่างเดียว มันยังเกี่ยวกับหัวข้อ จังหวะเวลา รูปแบบการนำเสนอ พฤติกรรมของผู้ชม หรือแม้แต่วิธีที่แพลตฟอร์มเลือกนำคอนเทนต์ไปแสดงให้ใครเห็น</p>
<p>ดังนั้นตัวเลขไม่ได้โกหก เพียงแต่มันเล่าความจริงให้เราฟังแค่บางส่วน</p>
<p>ยอดที่น้อยอาจกำลังบอกว่าฮุคยังไม่ดี เนื้อหายังไม่ชัด หรือรูปแบบยังไม่เหมาะ ซึ่งนี่เป็นข้อมูลที่คนทำงานควรรับฟังและนำไปปรับปรุง แต่ยอดที่น้อยไม่ได้แปลทันทีว่าเนื้อหานั้นไม่มีประโยชน์</p>
<p>ในทางกลับกัน ยอดที่มากก็ไม่ได้ยืนยันเสมอไปว่าเนื้อหาชิ้นนั้นมีคุณค่ามากกว่า เพราะเรื่องดราม่า ความขัดแย้ง หรือสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์อย่างรุนแรง ก็สามารถดึงความสนใจของคนได้มากเช่นเดียวกัน</p>
<p>ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเราควรเลิกสนใจตัวเลข ถ้าเราใช้โซเชียลมีเดียทำงาน ทำธุรกิจ หรือสื่อสารกับผู้คน ตัวเลขก็ยังจำเป็น เราต้องรู้ว่างานเข้าถึงคนหรือไม่ คนสนใจเรื่องอะไร และมีส่วนไหนที่ควรพัฒนา</p>
<p>คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ</p>
<blockquote><p><strong>เรากำลังใช้ตัวเลขประเมินผลงาน หรือกำลังปล่อยให้ตัวเลขประเมินตัวเรา</strong></p></blockquote>
<hr />
<h3>เมื่อคุณค่าของเราเริ่มมีเงื่อนไข</h3>
<p>ในทางจิตวิทยามีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า <strong>Contingencies of Self-Worth</strong> ซึ่งอธิบายว่า คุณค่าในตัวเองของคนเราอาจถูกผูกไว้กับบางเรื่องที่เราให้ความสำคัญ เช่น ความสำเร็จ ความสามารถ รูปลักษณ์ การแข่งขัน หรือการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น</p>
<p>เมื่อเราทำได้ดีในสิ่งที่ผูกคุณค่าของตัวเองเอาไว้ ความรู้สึกที่มีต่อตัวเองก็อาจสูงขึ้น แต่เมื่อผิดหวังหรือล้มเหลวในเรื่องนั้น ความรู้สึกต่อตัวเองก็อาจลดลงตามไปด้วย แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาโดย Jennifer Crocker และ Connie Wolfe เพื่ออธิบายว่า self-esteem ของเราไม่ได้เปลี่ยนเพราะทุกเหตุการณ์ในชีวิตเท่ากัน แต่จะไวเป็นพิเศษกับเรื่องที่เราเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้</p>
<p>ถ้ามองในโลกออนไลน์ เงื่อนไขหนึ่งนั้นอาจกลายเป็นยอดไลก์หรือยอดวิวได้ง่าย ๆ</p>
<p>เราเริ่มจากข้อเท็จจริงว่า <strong>“โพสต์นี้คนดูน้อย”</strong></p>
<p>แล้วค่อย ๆ แปลมันต่อเป็น <strong>“คนไม่สนใจเรา”</strong></p>
<p>ก่อนจะเดินไปถึง <strong>“เราไม่มีคุณค่า”</strong></p>
<p>แต่สามประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน เราเป็นคนเชื่อมมันเข้าด้วยกันเอง</p>
<p>งานชิ้นหนึ่งอาจทำได้ไม่ดี และเราควรยอมรับมันตรง ๆ เราอาจต้องเปลี่ยนวิธีเล่า ปรับรูปแบบ หรือกลับไปทำความเข้าใจผู้ชมใหม่ แต่ผลงานที่ไม่สำเร็จหนึ่งชิ้น ไม่ควรมีอำนาจมากพอที่จะตัดสินคนทั้งคน</p>
<hr />
<h3>ประเมินงาน แต่อย่าใช้มันตัดสินทั้งชีวิต</h3>
<p>หลัง ๆ ผมจึงพยายามแยกคำถามสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัดขึ้น</p>
<p>ถ้าจะประเมินงาน ผมถามว่า งานชิ้นนี้สื่อสารชัดหรือยัง เข้าถึงคนที่ต้องการสื่อหรือไม่ คนหยุดดูตรงไหน และมีอะไรที่ควรปรับในการทำครั้งต่อไป</p>
<p>แต่ถ้าจะมองคุณค่าของตัวเอง ผมไม่ควรใช้ยอดของงานเพียงชิ้นเดียวมาตอบ เพราะชีวิตของเรายังประกอบด้วยประสบการณ์ ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ ความพยายาม และสิ่งที่เราทำให้กับผู้อื่นอีกมากมาย</p>
<p>หลายอย่างเหล่านั้นไม่มีตัวเลขแสดงอยู่บนหน้าจอ</p>
<p>บางทีความสมดุลจึงไม่ใช่การเลิกดูยอด แต่เป็นการรู้ว่า <strong>ตัวเลขแต่ละตัวมีหน้าที่ตอบคำถามอะไร</strong></p>
<p>ยอดวิวช่วยบอกการเข้าถึง ยอดแชร์ช่วยให้เห็นว่าเนื้อหานั้นน่าส่งต่อหรือไม่ คอมเมนต์ทำให้เราเห็นปฏิกิริยาของผู้ชม และข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเรียนรู้และทำงานได้ดีขึ้น</p>
<p>แต่ไม่มีตัวเลขไหนถูกออกแบบมาเพื่อวัดคุณค่าของมนุษย์</p>
<hr />
<h3>สิ่งที่มีความหมาย อาจไม่ได้ส่งเสียงดังเสมอไป</h3>
<p>ผมยังอยากให้งานที่ทำได้รับความสนใจ และยังดีใจเหมือนเดิมเวลามีคนดูมากขึ้น เพราะอย่างน้อยมันก็บอกว่าสิ่งที่เราตั้งใจสื่อกำลังเดินทางไปถึงผู้คน</p>
<p>เพียงแต่หลัง ๆ ผมพยายามไม่ฝากความมั่นใจทั้งหมดไว้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา</p>
<p>เพราะบางครั้ง งานที่มีความหมายอาจไม่ได้ส่งเสียงดัง คนที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำอาจไม่ได้กดไลก์ ไม่ได้คอมเมนต์ หรือไม่เคยบอกให้เรารู้เลยด้วยซ้ำ</p>
<p>แต่ความเงียบไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยอดที่ไม่สูง ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราทำไม่มีความหมาย</p>
<p>บางทีโจทย์จึงไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเองไม่รู้สึกอะไรกับตัวเลข เพราะถ้าเราทำงานอยู่ในโลกที่มีผู้ชม มันคงเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกดีเมื่อได้รับการตอบรับ และรู้สึกผิดหวังบ้างเมื่อสิ่งที่ตั้งใจไม่เป็นอย่างที่หวัง</p>
<p>สิ่งสำคัญกว่าอาจเป็นการวางตัวเลขเหล่านั้นให้อยู่ในที่ของมัน</p>
<p>ใช้มันเพื่อเรียนรู้<br />
ใช้มันเพื่อปรับปรุง<br />
ใช้มันเพื่อทำงานให้ดีขึ้น</p>
<p>แต่ไม่จำเป็นต้องยกอำนาจให้มันมากพอที่จะตัดสินว่าเราเป็นคนแบบไหน เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวเลขอาจช่วยตอบได้ว่า <strong>งานของเรากำลังไปได้ดีแค่ไหน </strong>แต่มันตอบไม่ได้ทั้งหมดว่า <strong>ชีวิตของเรามีคุณค่าแค่ไหน </strong>และถ้าวันหนึ่งยอดไลก์ ยอดวิว ตำแหน่ง หรือคำชื่นชมที่เราเคยใช้ยืนยันตัวเองหายไป บางทีคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ</p>
<blockquote><p><strong>เรายังมองเห็นอะไรในตัวเอง ที่มีคุณค่าแม้ไม่มีตัวเลขไหนมาช่วยยืนยัน</strong></p></blockquote>
<div class="saboxplugin-wrap" itemtype="http://schema.org/Person" itemscope itemprop="author"><div class="saboxplugin-tab"><div class="saboxplugin-gravatar"><img decoding="async" src="https://sajapong.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Apr-25-2026-10_39_26-AM-e1785921432658.png" width="100"  height="100" alt="" itemprop="image"></div><div class="saboxplugin-authorname"><a href="https://sajapong.com/author/sajapong/" class="vcard author" rel="author"><span class="fn">Sajapong Rhienmora</span></a></div><div class="saboxplugin-desc"><div itemprop="description"><p><b>เว็บไซต์นี้</b>พื้นที่ที่ผมใช้สำรวจเรื่อง Psychology · Learning · Technology · Life ผ่านสิ่งที่กำลังเรียนรู้ งานวิจัย และคำถามที่พบจากชีวิตจริง หากเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่คุณสนใจเหมือนกัน เรายังมีอีกหลายคำถามให้ค่อย ๆ สำรวจไปด้วยกันที่ sajapong.com</p>
</div></div><div class="saboxplugin-web "><a href="https://sajapong.com" target="_self" >sajapong.com</a></div><div class="clearfix"></div><div class="saboxplugin-socials "><a title="Facebook" target="_blank" href="https://www.facebook.com/kame.rhienmora/" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-facebook" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 264 512"><path fill="currentColor" d="M76.7 512V283H0v-91h76.7v-71.7C76.7 42.4 124.3 0 193.8 0c33.3 0 61.9 2.5 70.2 3.6V85h-48.2c-37.8 0-45.1 18-45.1 44.3V192H256l-11.7 91h-73.6v229"></path></svg></span></a><a title="User email" target="_self" href="mailto:sajapong@cher.one" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-user_email" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 512 512"><path fill="currentColor" d="M502.3 190.8c3.9-3.1 9.7-.2 9.7 4.7V400c0 26.5-21.5 48-48 48H48c-26.5 0-48-21.5-48-48V195.6c0-5 5.7-7.8 9.7-4.7 22.4 17.4 52.1 39.5 154.1 113.6 21.1 15.4 56.7 47.8 92.2 47.6 35.7.3 72-32.8 92.3-47.6 102-74.1 131.6-96.3 154-113.7zM256 320c23.2.4 56.6-29.2 73.4-41.4 132.7-96.3 142.8-104.7 173.4-128.7 5.8-4.5 9.2-11.5 9.2-18.9v-19c0-26.5-21.5-48-48-48H48C21.5 64 0 85.5 0 112v19c0 7.4 3.4 14.3 9.2 18.9 30.6 23.9 40.7 32.4 173.4 128.7 16.8 12.2 50.2 41.8 73.4 41.4z"></path></svg></span></a></div></div></div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อโลกอาจไม่ได้ต้องการความเร็วจากเรา</title>
		<link>https://sajapong.com/psychology/generativity-stagnation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sajapong Rhienmora]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Aug 2026 09:28:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Psychology]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sajapong.com/?p=567</guid>

					<description><![CDATA[ผมนึกถึงคำถามนี้ขึ้นมาอีกครั้งหลังกลับไปดู The Intern หนังที่ผมเคยดูมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมจำได้ว่าเป็นหนังอบอุ่น ดูง่าย และทำให้ยิ้มได้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน เรามักรู้สึกว่าตัวเองต้องเร็วขึ้นตาม ต้องเรียนรู้ให้ทัน ต้องอัปเดตอยู่เสมอ เพราะลึก ๆ เราอาจกลัวว่า ถ้าวันหนึ่งตามไม่ทัน คุณค่าของเราจะค่อย ๆ ลดลงไปด้วย</p>
<p>แต่พออายุมากขึ้น ผมกลับเริ่มสงสัยว่า บางทีโลกอาจไม่ได้ต้องการความเร็วจากเราเหมือนเดิมแล้วก็ได้ หากวันหนึ่งเราไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด ไม่ได้เรียนรู้ไวที่สุด และไม่ได้รู้จักของใหม่ก่อนใคร โลกยังต้องการอะไรจากเราอยู่บ้าง</p>
<p>ผมนึกถึงคำถามนี้ขึ้นมาอีกครั้งหลังกลับไปดู <em>The Intern</em> หนังที่ผมเคยดูมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมจำได้ว่าเป็นหนังอบอุ่น ดูง่าย และทำให้ยิ้มได้ แต่พอกลับมาดูอีกครั้งในช่วงที่ตัวเองกำลังเข้าสู่ครึ่งหลังของชีวิต ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งที่หนังยังเหมือนเดิมทุกอย่าง</p>
<p>สิ่งที่เปลี่ยนไป อาจเป็นคนดูมากกว่า</p>
<hr />
<h3>เมื่อคนหนึ่งเร็ว แต่อีกคนหนึ่งนิ่ง</h3>
<p><em>The Intern</em> เล่าเรื่องของ Ben Whittaker ชายวัย 70 ปีที่เกษียณจากงานมาหลายปี หลังจากใช้ชีวิตด้วยการเดินทางและทำกิจกรรมต่าง ๆ เขายังรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป จนวันหนึ่งได้เห็นประกาศรับสมัคร “Senior Intern” หรือเด็กฝึกงานสูงวัยของบริษัทแฟชั่นออนไลน์ และตัดสินใจกลับเข้าไปทำงานอีกครั้ง</p>
<p>ที่นั่นเขาได้พบกับ Jules Ostin ผู้ก่อตั้งบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เธอทำงานแทบตลอดเวลา วิ่งจากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง และต้องดูแลทั้งบริษัท ครอบครัว และความคาดหวังจากคนรอบข้างไปพร้อมกัน</p>
<p>คนสองคนนี้ดูเหมือนมาจากคนละโลก คนหนึ่งเต็มไปด้วยความเร็ว ส่วนอีกคนมีความนิ่ง Ben ไม่ได้รู้จักเครื่องมือใหม่ที่สุด ไม่ได้คล่องกับวิธีทำงานของบริษัทสตาร์ทอัป และไม่ได้พยายามทำตัวให้เหมือนคนหนุ่มสาวในออฟฟิศ เขาเพียงค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ ขณะเดียวกันก็ใช้สิ่งที่ตัวเองสะสมมาตลอดชีวิตในแบบที่เป็นธรรมชาติของเขา</p>
<p>เขาตรงต่อเวลา สังเกตคนรอบข้าง รู้ว่าเมื่อไรควรพูด และรู้ว่าเมื่อไรควรเงียบ หลายครั้งสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องเล็กมาก เช่น จัดโต๊ะที่รก ช่วยเพื่อนร่วมงานแก้ปัญหาเล็ก ๆ หรือเพียงนั่งฟังใครสักคนในวันที่อีกฝ่ายต้องการพื้นที่มากกว่าคำแนะนำ</p>
<p>แต่เรื่องเล็กเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้ Ben กลายเป็นคนที่คนรอบข้างไว้วางใจ</p>
<hr />
<h3>จากการสร้างตัวเอง สู่การส่งต่อบางสิ่ง</h3>
<p>พอมาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงแนวคิดหนึ่งของ Erik Erikson นักจิตวิทยาที่ศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต เขาใช้คำว่า <strong>Generativity</strong> เพื่ออธิบายความต้องการที่จะสร้าง ดูแล หรือส่งต่อบางสิ่งให้กับคนอื่นและคนรุ่นต่อไป</p>
<p>มันไม่ได้หมายถึงเพียงการมีลูกหรือการเป็นครู Generativity อาจเกิดขึ้นผ่านการทำงาน การเป็นพี่เลี้ยง การดูแลคนรอบข้าง การแบ่งปันประสบการณ์ หรือการสร้างบางสิ่งที่ยังมีประโยชน์ต่อไปแม้ไม่ได้จบอยู่ที่ตัวเรา</p>
<p>เมื่อมองผ่านแนวคิดนี้ ผมจึงเริ่มเห็น Ben ต่างออกไป เขาไม่ได้กลับมาทำงานเพื่อพิสูจน์ว่าคนอายุ 70 ปียังทำงานได้เหมือนคนหนุ่มสาว และไม่ได้พยายามแข่งขันกับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เขาทำคือค่อย ๆ เปลี่ยนประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต ให้กลายเป็นบางสิ่งที่คนอื่นนำไปใช้ต่อได้</p>
<p>โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง Ben กับ Jules เขาไม่ได้พยายามบอกเธอว่าควรบริหารบริษัทอย่างไร ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างแทนเธอ และไม่ได้มีคำตอบให้ทุกเรื่อง หลายครั้งเขาเพียงอยู่ข้าง ๆ รับฟัง และทำให้เธอมีพื้นที่มากพอที่จะได้ยินความคิดของตัวเอง</p>
<p>บางทีสิ่งที่เราส่งต่อให้คนอื่น จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบเสมอไป มันอาจเป็นความมั่นคง ความเข้าใจ หรือพื้นที่ที่ทำให้อีกคนกล้าคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้นก็ได้</p>
<hr />
<h3>เมื่อคำถามเริ่มเปลี่ยนจากเทคโนโลยีมาเป็นมนุษย์</h3>
<p>เรื่องนี้ทำให้ผมหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง ผมทำงานอยู่กับเทคโนโลยีมานาน ตั้งแต่เว็บไซต์ การตลาดออนไลน์ โซเชียลมีเดีย จนมาถึง AI ช่วงหนึ่งผมเคยคิดว่า ถ้าจะเรียนต่อ ก็น่าจะเรียนให้ลึกลงไปในสายนี้ เพราะมันเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องกับสิ่งที่ทำมาตลอดที่สุด</p>
<p>จนถึงวันนี้ ผมก็ยังสนุกกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่ ยังทดลองเครื่องมือแทบทุกวัน และยังเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนวิธีทำงานและการใช้ชีวิตของเราไปอีกมาก แต่ยิ่งรู้ว่าเครื่องมือทำอะไรได้มากขึ้น ผมกลับเริ่มสนใจสิ่งที่อยู่หลังเครื่องมือเหล่านั้นมากขึ้นเช่นกัน</p>
<p>ทำไมบางคนเปิดรับสิ่งใหม่ได้ทันที ขณะที่บางคนรู้สึกกลัว ทำไมบางคนเรียนรู้แล้วนำไปใช้ต่อได้ แต่บางคนกลับหยุดตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง และทำไมเทคโนโลยีชนิดเดียวกันทำให้คนหนึ่งรู้สึกมีพลัง แต่อาจทำให้อีกคนรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</p>
<p>จากเดิมที่ผมสนใจว่า AI จะทำอะไรได้อีก คำถามของผมจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น <strong>มนุษย์จะเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับมันอย่างไร</strong></p>
<p>คำถามแบบนี้เองที่พาผมเข้ามาสนใจเรื่องจิตวิทยามากขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการเดินออกจากโลกของเทคโนโลยี แต่เพราะเริ่มรู้สึกว่า หากอยากเข้าใจว่าเทคโนโลยีกำลังพาเราไปไหน เราอาจต้องกลับมาเข้าใจมนุษย์ที่กำลังใช้มันให้มากขึ้นด้วย</p>
<hr />
<h3>สิ่งที่เราเรียนรู้ อาจไม่ได้จบอยู่ที่ตัวเรา</h3>
<p>ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำงาน สอนหนังสือ และทำคอนเทนต์ พอมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าคนที่เคยเรียนกับผมอาจจำชื่อเครื่องมือที่เคยสอนได้ไม่มากนัก บางเครื่องมือหายไปแล้ว บางแพลตฟอร์มเปลี่ยนจนแทบไม่เหลือหน้าตาเดิม และบางความรู้ที่เคยใหม่มากในวันนั้น วันนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว</p>
<p>แต่บางทีสิ่งที่ยังอยู่ อาจไม่ใช่เครื่องมือ อาจเป็นความรู้สึกว่าเรื่องยากไม่ได้ไกลเกินไป หรือความมั่นใจว่า ถึงวันนี้เรายังไม่รู้ แต่เราก็สามารถเริ่มเรียนรู้มันได้</p>
<p>พอคิดแบบนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าความหมายของคำว่า “เติบโต” ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเหมือนกัน เมื่อก่อนการเติบโตอาจหมายถึงการเก่งขึ้น ทำได้มากขึ้น หรือไปได้ไกลขึ้น วันนี้ผมเริ่มคิดว่ามันอาจรวมถึงอีกคำถามหนึ่งด้วยว่า <strong>สิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดทาง จะช่วยให้ใครบางคนเดินได้ดีขึ้นหรือเปล่า</strong></p>
<hr />
<h3>ชีวิตครึ่งหลังอาจไม่ได้ช้าลง แค่มีสิ่งให้มองมากขึ้น</h3>
<p><em>The Intern</em> ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าเราต้องหยุดวิ่งเมื่ออายุมากขึ้น Ben เองก็ยังเรียนรู้สิ่งใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหม่รอบตัวเขาก็ได้เรียนรู้บางอย่างจากประสบการณ์ที่เขามี</p>
<p>คนสองรุ่นไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกัน และอาจไม่ต้องแข่งขันกันว่าใครเก่งกว่าใคร บางทีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ แต่ละคนมีอะไรที่สามารถเติมให้อีกคนได้บ้าง</p>
<p>ผมยังคิดว่าเราควรเรียนรู้ ควรอัปเดต และควรพยายามเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เพียงแต่เมื่อเราเดินมาไกลขึ้น บางทีคุณค่าของเราอาจไม่ได้อยู่แค่ว่าเรายังวิ่งได้เร็วแค่ไหน แต่อาจอยู่ที่สิ่งที่เราเห็นชัดขึ้นจากประสบการณ์ อยู่ที่ความนิ่งที่ช่วยให้เราฟังคนอื่นได้ดีขึ้น หรืออยู่ที่บทเรียนบางอย่างที่ทำให้ใครอีกคนไม่ต้องเริ่มจากศูนย์</p>
<p>บางทีชีวิตครึ่งหลังจึงไม่ได้หมายถึงการช้าลง แต่อาจเป็นช่วงที่เราเริ่มมองเห็นชัดขึ้นว่า สิ่งที่ได้มาระหว่างทางนั้นมีความหมายกับใครได้บ้าง</p>
<p>และหากวันหนึ่งเราไม่ได้เป็นคนที่เร็วที่สุดอีกต่อไป คำถามอาจไม่ใช่ว่า <strong>เรายังมีคุณค่าอยู่หรือไม่</strong></p>
<p>แต่อาจเป็นว่า</p>
<blockquote><p><strong>ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เรามีอะไรอยู่ในตัวแล้วบ้าง ที่วันนี้สามารถมอบให้คนอื่นได้ ในแบบที่เมื่อก่อนเรายังทำไม่ได้</strong></p></blockquote>
<div class="saboxplugin-wrap" itemtype="http://schema.org/Person" itemscope itemprop="author"><div class="saboxplugin-tab"><div class="saboxplugin-gravatar"><img decoding="async" src="https://sajapong.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Apr-25-2026-10_39_26-AM-e1785921432658.png" width="100"  height="100" alt="" itemprop="image"></div><div class="saboxplugin-authorname"><a href="https://sajapong.com/author/sajapong/" class="vcard author" rel="author"><span class="fn">Sajapong Rhienmora</span></a></div><div class="saboxplugin-desc"><div itemprop="description"><p><b>เว็บไซต์นี้</b>พื้นที่ที่ผมใช้สำรวจเรื่อง Psychology · Learning · Technology · Life ผ่านสิ่งที่กำลังเรียนรู้ งานวิจัย และคำถามที่พบจากชีวิตจริง หากเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่คุณสนใจเหมือนกัน เรายังมีอีกหลายคำถามให้ค่อย ๆ สำรวจไปด้วยกันที่ sajapong.com</p>
</div></div><div class="saboxplugin-web "><a href="https://sajapong.com" target="_self" >sajapong.com</a></div><div class="clearfix"></div><div class="saboxplugin-socials "><a title="Facebook" target="_blank" href="https://www.facebook.com/kame.rhienmora/" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-facebook" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 264 512"><path fill="currentColor" d="M76.7 512V283H0v-91h76.7v-71.7C76.7 42.4 124.3 0 193.8 0c33.3 0 61.9 2.5 70.2 3.6V85h-48.2c-37.8 0-45.1 18-45.1 44.3V192H256l-11.7 91h-73.6v229"></path></svg></span></a><a title="User email" target="_self" href="mailto:sajapong@cher.one" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-user_email" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 512 512"><path fill="currentColor" d="M502.3 190.8c3.9-3.1 9.7-.2 9.7 4.7V400c0 26.5-21.5 48-48 48H48c-26.5 0-48-21.5-48-48V195.6c0-5 5.7-7.8 9.7-4.7 22.4 17.4 52.1 39.5 154.1 113.6 21.1 15.4 56.7 47.8 92.2 47.6 35.7.3 72-32.8 92.3-47.6 102-74.1 131.6-96.3 154-113.7zM256 320c23.2.4 56.6-29.2 73.4-41.4 132.7-96.3 142.8-104.7 173.4-128.7 5.8-4.5 9.2-11.5 9.2-18.9v-19c0-26.5-21.5-48-48-48H48C21.5 64 0 85.5 0 112v19c0 7.4 3.4 14.3 9.2 18.9 30.6 23.9 40.7 32.4 173.4 128.7 16.8 12.2 50.2 41.8 73.4 41.4z"></path></svg></span></a></div></div></div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อเวลาที่เหลือเปลี่ยนสิ่งที่เราเลือก</title>
		<link>https://sajapong.com/psychology/socioemotional-selectivity-theory/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sajapong Rhienmora]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 14:26:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Psychology]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sajapong.com/?p=525</guid>

					<description><![CDATA[ช่วงหนึ่งของชีวิต ผมเคยรู้สึกว่าการเติบโตคือการทำให้ตัวเองมีอะไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรียนรู้ให้มากขึ้น ทำงานให้มากขึ้น หาโอกาสใหม่ ๆ เก็บประสบการณ์ใหม่ ๆ ตั้งเป้าหมายให้ไกลขึ้น แล้วพยายามไปให้ถึง ตอนนั้นมันก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะข้างหน้ายังมีเวลาอีกเยอะ อะไรที่ยังไม่รู้ก็เรียนได้ อะไรที่ยังไม่ได้ทำก็เอาไว้ทำวันหน้าได้ ความเป็นไปได้ของชีวิตดูเหมือนจะเปิดกว้างออกไปเรื่อย ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมองชีวิตต่างออกไป ไม่ได้อยากทำทุกอย่างที่ทำได้เหมือนเมื่อก่อน เริ่มเลือกงานมากขึ้น เลือกว่าจะเอาเวลาไปลงกับอะไร บางเป้าหมายที่เคยคิดว่าสำคัญมาก วันนี้กลับไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปให้ถึงขนาดนั้น ขณะที่บางอย่างซึ่งเคยคิดว่าเอาไว้ก่อน กลับเริ่มรู้สึกว่า ถ้าอยากทำจริง ๆ ก็คงต้องเริ่มเสียที มันไม่ได้รู้สึกเหมือนหมดไฟ หรือไม่อยากเติบโตแล้ว กลับกัน ผมยังอยากเรียนรู้ ยังอยากทำอะไรใหม่ ๆ เพียงแต่เริ่มไม่อยากทำ ทุกอย่าง จากที่เคยคิดว่า “ยังทำอะไรได้อีกบ้าง” คำถามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “จากสิ่งที่ทำได้ทั้งหมด อะไรคือสิ่งที่อยากใช้เวลากับมันจริง ๆ” หนึ่งในคำตอบของผมคือการตัดสินใจกลับเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพื่อเรียนต่อด้าน จิตวิทยาประยุกต์ การกลับไปเรียนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผนมาตั้งแต่แรกว่าชีวิตต้องเดินมาทางนี้ แต่เหมือนเมื่อหลายอย่างเริ่มชัดขึ้น ผมก็อยากเลือกสิ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจและมีความหมายกับช่วงชีวิตข้างหน้ามากกว่าเดิม หลังจากนั้นผมถึงเริ่มย้อนกลับมาสงสัยว่า ทำไมเราถึงเริ่มเลือกไม่เหมือนเดิม? ทำไมบางอย่างที่เคยอยากได้มาก ๆ...<p><a class="read-more" href="https://sajapong.com/psychology/socioemotional-selectivity-theory/">Read More</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="195" data-end="276">ช่วงหนึ่งของชีวิต ผมเคยรู้สึกว่าการเติบโตคือการทำให้ตัวเองมีอะไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p data-start="278" data-end="389">เรียนรู้ให้มากขึ้น ทำงานให้มากขึ้น หาโอกาสใหม่ ๆ เก็บประสบการณ์ใหม่ ๆ ตั้งเป้าหมายให้ไกลขึ้น แล้วพยายามไปให้ถึง ตอนนั้นมันก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะข้างหน้ายังมีเวลาอีกเยอะ อะไรที่ยังไม่รู้ก็เรียนได้ อะไรที่ยังไม่ได้ทำก็เอาไว้ทำวันหน้าได้ ความเป็นไปได้ของชีวิตดูเหมือนจะเปิดกว้างออกไปเรื่อย ๆ</p>
<blockquote>
<p data-start="569" data-end="624"><strong>แต่พอเวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมองชีวิตต่างออกไป</strong></p>
</blockquote>
<p data-start="626" data-end="890">ไม่ได้อยากทำทุกอย่างที่ทำได้เหมือนเมื่อก่อน เริ่มเลือกงานมากขึ้น เลือกว่าจะเอาเวลาไปลงกับอะไร บางเป้าหมายที่เคยคิดว่าสำคัญมาก วันนี้กลับไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปให้ถึงขนาดนั้น ขณะที่บางอย่างซึ่งเคยคิดว่าเอาไว้ก่อน กลับเริ่มรู้สึกว่า ถ้าอยากทำจริง ๆ ก็คงต้องเริ่มเสียที</p>
<p data-start="892" data-end="940">มันไม่ได้รู้สึกเหมือนหมดไฟ หรือไม่อยากเติบโตแล้ว</p>
<p data-start="942" data-end="1023">กลับกัน ผมยังอยากเรียนรู้ ยังอยากทำอะไรใหม่ ๆ เพียงแต่เริ่มไม่อยากทำ <strong data-start="1011" data-end="1023">ทุกอย่าง </strong>จากที่เคยคิดว่า “ยังทำอะไรได้อีกบ้าง” คำถามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “จากสิ่งที่ทำได้ทั้งหมด อะไรคือสิ่งที่อยากใช้เวลากับมันจริง ๆ”</p>
<p data-start="1151" data-end="1248">หนึ่งในคำตอบของผมคือการตัดสินใจกลับเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพื่อเรียนต่อด้าน <strong data-start="1228" data-end="1248">จิตวิทยาประยุกต์</strong></p>
<p data-start="1250" data-end="1449">การกลับไปเรียนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผนมาตั้งแต่แรกว่าชีวิตต้องเดินมาทางนี้ แต่เหมือนเมื่อหลายอย่างเริ่มชัดขึ้น ผมก็อยากเลือกสิ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจและมีความหมายกับช่วงชีวิตข้างหน้ามากกว่าเดิม</p>
<p data-start="1451" data-end="1490">หลังจากนั้นผมถึงเริ่มย้อนกลับมาสงสัยว่า</p>
<blockquote>
<p data-start="1492" data-end="1530"><strong data-start="1492" data-end="1530">ทำไมเราถึงเริ่มเลือกไม่เหมือนเดิม?</strong></p>
</blockquote>
<p data-start="1532" data-end="1660">ทำไมบางอย่างที่เคยอยากได้มาก ๆ ถึงค่อย ๆ เบาลง ขณะที่บางอย่างกลับสำคัญขึ้น ทั้งที่เมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อนเราอาจไม่ได้สนใจมันเลย</p>
<p data-start="1662" data-end="1806">พอลองหาคำอธิบาย ผมจึงไปเจอกับแนวคิดหนึ่งที่ชื่อว่า</p>
<blockquote>
<p data-start="1662" data-end="1806"><strong data-start="1713" data-end="1759">Socioemotional Selectivity Theory หรือ SST</strong></p>
</blockquote>
<p data-start="1662" data-end="1806">ซึ่งพัฒนาโดย Laura Carstensen และเพื่อนร่วมงาน</p>
<p data-start="1808" data-end="1914">สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือ SST ไม่ได้อธิบายง่าย ๆ ว่า คนอายุน้อยคิดแบบหนึ่ง ส่วนคนอายุมากต้องคิดอีกแบบหนึ่ง หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่ <strong data-start="1938" data-end="1982">วิธีที่เรารับรู้เวลาที่เหลืออยู่ข้างหน้า </strong>เมื่อเรารู้สึกว่าอนาคตยังเปิดกว้าง เรายังมีเวลาอีกมาก เรามักให้ความสำคัญกับสิ่งที่ช่วยขยายความเป็นไปได้ในอนาคต เช่น การเรียนรู้ การสำรวจสิ่งใหม่ การเก็บประสบการณ์ หรือการสร้างโอกาสเอาไว้ก่อน</p>
<p data-start="2176" data-end="2324">แต่เมื่อเราเริ่มมองว่าเวลาไม่ได้มีอยู่อย่างไม่จำกัด ลำดับความสำคัญก็อาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป เราเริ่มให้น้ำหนักกับสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตตรงหน้ามากขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนจึงอาจไม่ใช่แค่อายุ แต่อาจเป็น <strong data-start="2372" data-end="2408">ภาพของเวลาที่เราเห็นอยู่ข้างหน้า</strong></p>
<p data-start="2410" data-end="2494">พอได้อ่านเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่ามันช่วยอธิบายความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของตัวเองได้ดีขึ้น</p>
<p data-start="2496" data-end="2542">ช่วงหนึ่งของชีวิต เราอาจเติบโตด้วยการ <strong data-start="2534" data-end="2542">สะสม </strong>สะสมความรู้ ประสบการณ์ ผลงาน โอกาส เป้าหมาย และความเป็นไปได้ต่าง ๆ เผื่อว่าสักวันหนึ่งมันจะพาเราไปที่ไหนสักแห่ง</p>
<p data-start="2657" data-end="2710">แต่อีกช่วงหนึ่ง เราอาจเริ่มเติบโตด้วยการ <strong data-start="2698" data-end="2710">คัดเลือก </strong>ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เคยสะสมมาไม่มีค่า แต่เพราะเราเริ่มรู้ว่า เวลาและพลังของเราไม่สามารถแบ่งให้ทุกอย่างได้เท่ากัน</p>
<p data-start="2824" data-end="2951">งานไหนยังอยากทำ<br data-start="2839" data-end="2842" />เรื่องไหนยังอยากเรียนรู้<br data-start="2866" data-end="2869" />เป้าหมายไหนยังเป็นของเรา<br data-start="2893" data-end="2896" />อะไรที่อยากเริ่มเสียที<br data-start="2918" data-end="2921" />และอะไรที่ไม่ต้องไปให้ถึงก็ได้</p>
<p data-start="2953" data-end="3017">บางทีนี่อาจเป็นความหมายหนึ่งของคำว่า <strong data-start="2990" data-end="3008">ชีวิตครึ่งหลัง</strong> สำหรับผม</p>
<p data-start="3019" data-end="3106">มันไม่จำเป็นต้องเริ่มตอนอายุเท่าไร และไม่ได้หมายถึงการเดินมาถึงครึ่งหนึ่งของอายุขัยพอดี แต่มันอาจเริ่มในวันที่เรารู้สึกว่า เวลาไม่ได้กว้างใหญ่เหมือนที่เคยคิด และเพราะอย่างนั้น สิ่งที่เราอยากใช้เวลาด้วยจึงเริ่มชัดขึ้น ผมยังอยากเดินไปข้างหน้าเหมือนเดิม ยังมีเรื่องใหม่ที่อยากเรียน มีงานที่อยากทำ และมีหลายอย่างที่ยังไม่รู้ว่าจะพาไปถึงไหน</p>
<p data-start="3358" data-end="3399">เพียงแต่วันนี้ ผมอาจไม่ได้ถามตัวเองแค่ว่า</p>
<p data-start="3401" data-end="3431"><strong data-start="3401" data-end="3431">“ข้างหน้ายังมีอะไรอีกบ้าง”</strong></p>
<p data-start="3433" data-end="3466">แต่เริ่มถามอีกคำถามควบคู่กันไปว่า</p>
<p data-start="3468" data-end="3528"><strong data-start="3468" data-end="3528">“จากเวลาที่มีอยู่ ผมอยากเลือกอะไรให้เดินทางไปด้วยกันต่อ”</strong></p>
<p data-start="3530" data-end="3588">บางทีชีวิตครึ่งหลังจึงไม่ได้เป็นช่วงที่เราต้องมีอะไรน้อยลง</p>
<p data-start="3590" data-end="3653">แต่อาจเป็นช่วงที่เราเริ่มรู้ว่า<br data-start="3621" data-end="3624" /><strong data-start="3624" data-end="3653">อะไรควรได้อยู่กับเราต่อไป</strong></p>
<hr />
<h3 data-section-id="1kanvrd" data-start="3655" data-end="3666">อ้างอิง</h3>
<p data-start="3668" data-end="3834">Carstensen, L. L., Isaacowitz, D. M., &amp; Charles, S. T. (1999). <em data-start="3731" data-end="3795">Taking time seriously: A theory of socioemotional selectivity.</em> American Psychologist, 54(3), 165–181.</p>
<p data-start="3836" data-end="3987" data-is-last-node="" data-is-only-node="">Lang, F. R., &amp; Carstensen, L. L. (2002). <em data-start="3877" data-end="3949">Time counts: Future time perspective, goals, and social relationships.</em> Psychology and Aging, 17(1), 125–139.</p>
<div class="saboxplugin-wrap" itemtype="http://schema.org/Person" itemscope itemprop="author"><div class="saboxplugin-tab"><div class="saboxplugin-gravatar"><img decoding="async" src="https://sajapong.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Apr-25-2026-10_39_26-AM-e1785921432658.png" width="100"  height="100" alt="" itemprop="image"></div><div class="saboxplugin-authorname"><a href="https://sajapong.com/author/sajapong/" class="vcard author" rel="author"><span class="fn">Sajapong Rhienmora</span></a></div><div class="saboxplugin-desc"><div itemprop="description"><p><b>เว็บไซต์นี้</b>พื้นที่ที่ผมใช้สำรวจเรื่อง Psychology · Learning · Technology · Life ผ่านสิ่งที่กำลังเรียนรู้ งานวิจัย และคำถามที่พบจากชีวิตจริง หากเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่คุณสนใจเหมือนกัน เรายังมีอีกหลายคำถามให้ค่อย ๆ สำรวจไปด้วยกันที่ sajapong.com</p>
</div></div><div class="saboxplugin-web "><a href="https://sajapong.com" target="_self" >sajapong.com</a></div><div class="clearfix"></div><div class="saboxplugin-socials "><a title="Facebook" target="_blank" href="https://www.facebook.com/kame.rhienmora/" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-facebook" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 264 512"><path fill="currentColor" d="M76.7 512V283H0v-91h76.7v-71.7C76.7 42.4 124.3 0 193.8 0c33.3 0 61.9 2.5 70.2 3.6V85h-48.2c-37.8 0-45.1 18-45.1 44.3V192H256l-11.7 91h-73.6v229"></path></svg></span></a><a title="User email" target="_self" href="mailto:sajapong@cher.one" rel="nofollow noopener" class="saboxplugin-icon-grey"><svg aria-hidden="true" class="sab-user_email" role="img" xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" viewbox="0 0 512 512"><path fill="currentColor" d="M502.3 190.8c3.9-3.1 9.7-.2 9.7 4.7V400c0 26.5-21.5 48-48 48H48c-26.5 0-48-21.5-48-48V195.6c0-5 5.7-7.8 9.7-4.7 22.4 17.4 52.1 39.5 154.1 113.6 21.1 15.4 56.7 47.8 92.2 47.6 35.7.3 72-32.8 92.3-47.6 102-74.1 131.6-96.3 154-113.7zM256 320c23.2.4 56.6-29.2 73.4-41.4 132.7-96.3 142.8-104.7 173.4-128.7 5.8-4.5 9.2-11.5 9.2-18.9v-19c0-26.5-21.5-48-48-48H48C21.5 64 0 85.5 0 112v19c0 7.4 3.4 14.3 9.2 18.9 30.6 23.9 40.7 32.4 173.4 128.7 16.8 12.2 50.2 41.8 73.4 41.4z"></path></svg></span></a></div></div></div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
