เมื่อเวลาที่เหลือ เปลี่ยนสิ่งที่เราเลือก
ช่วงหนึ่งของชีวิต ผมเคยรู้สึกว่าการเติบโตคือการทำให้ตัวเองมีอะไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เรียนรู้ให้มากขึ้น ทำงานให้มากขึ้น หาโอกาสใหม่ ๆ เก็บประสบการณ์ใหม่ ๆ ตั้งเป้าหมายให้ไกลขึ้น แล้วพยายามไปให้ถึง ตอนนั้นมันก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะข้างหน้ายังมีเวลาอีกเยอะ อะไรที่ยังไม่รู้ก็เรียนได้ อะไรที่ยังไม่ได้ทำก็เอาไว้ทำวันหน้าได้ ความเป็นไปได้ของชีวิตดูเหมือนจะเปิดกว้างออกไปเรื่อย ๆ
แต่พอเวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมองชีวิตต่างออกไป
ไม่ได้อยากทำทุกอย่างที่ทำได้เหมือนเมื่อก่อน เริ่มเลือกงานมากขึ้น เลือกว่าจะเอาเวลาไปลงกับอะไร บางเป้าหมายที่เคยคิดว่าสำคัญมาก วันนี้กลับไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปให้ถึงขนาดนั้น ขณะที่บางอย่างซึ่งเคยคิดว่าเอาไว้ก่อน กลับเริ่มรู้สึกว่า ถ้าอยากทำจริง ๆ ก็คงต้องเริ่มเสียที
มันไม่ได้รู้สึกเหมือนหมดไฟ หรือไม่อยากเติบโตแล้ว
กลับกัน ผมยังอยากเรียนรู้ ยังอยากทำอะไรใหม่ ๆ เพียงแต่เริ่มไม่อยากทำ ทุกอย่าง จากที่เคยคิดว่า “ยังทำอะไรได้อีกบ้าง” คำถามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “จากสิ่งที่ทำได้ทั้งหมด อะไรคือสิ่งที่อยากใช้เวลากับมันจริง ๆ”
หนึ่งในคำตอบของผมคือการตัดสินใจกลับเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพื่อเรียนต่อด้าน จิตวิทยาประยุกต์
การกลับไปเรียนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผนมาตั้งแต่แรกว่าชีวิตต้องเดินมาทางนี้ แต่เหมือนเมื่อหลายอย่างเริ่มชัดขึ้น ผมก็อยากเลือกสิ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจและมีความหมายกับช่วงชีวิตข้างหน้ามากกว่าเดิม
หลังจากนั้นผมถึงเริ่มย้อนกลับมาสงสัยว่า
ทำไมเราถึงเริ่มเลือกไม่เหมือนเดิม?
ทำไมบางอย่างที่เคยอยากได้มาก ๆ ถึงค่อย ๆ เบาลง ขณะที่บางอย่างกลับสำคัญขึ้น ทั้งที่เมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อนเราอาจไม่ได้สนใจมันเลย
พอลองหาคำอธิบาย ผมจึงไปเจอกับแนวคิดหนึ่งที่ชื่อว่า
Socioemotional Selectivity Theory หรือ SST
ซึ่งพัฒนาโดย Laura Carstensen และเพื่อนร่วมงาน
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือ SST ไม่ได้อธิบายง่าย ๆ ว่า คนอายุน้อยคิดแบบหนึ่ง ส่วนคนอายุมากต้องคิดอีกแบบหนึ่ง หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่ วิธีที่เรารับรู้เวลาที่เหลืออยู่ข้างหน้า เมื่อเรารู้สึกว่าอนาคตยังเปิดกว้าง เรายังมีเวลาอีกมาก เรามักให้ความสำคัญกับสิ่งที่ช่วยขยายความเป็นไปได้ในอนาคต เช่น การเรียนรู้ การสำรวจสิ่งใหม่ การเก็บประสบการณ์ หรือการสร้างโอกาสเอาไว้ก่อน
แต่เมื่อเราเริ่มมองว่าเวลาไม่ได้มีอยู่อย่างไม่จำกัด ลำดับความสำคัญก็อาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป เราเริ่มให้น้ำหนักกับสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตตรงหน้ามากขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนจึงอาจไม่ใช่แค่อายุ แต่อาจเป็น ภาพของเวลาที่เราเห็นอยู่ข้างหน้า
พอได้อ่านเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่ามันช่วยอธิบายความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของตัวเองได้ดีขึ้น
ช่วงหนึ่งของชีวิต เราอาจเติบโตด้วยการ สะสม สะสมความรู้ ประสบการณ์ ผลงาน โอกาส เป้าหมาย และความเป็นไปได้ต่าง ๆ เผื่อว่าสักวันหนึ่งมันจะพาเราไปที่ไหนสักแห่ง
แต่อีกช่วงหนึ่ง เราอาจเริ่มเติบโตด้วยการ คัดเลือก ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เคยสะสมมาไม่มีค่า แต่เพราะเราเริ่มรู้ว่า เวลาและพลังของเราไม่สามารถแบ่งให้ทุกอย่างได้เท่ากัน
งานไหนยังอยากทำ
เรื่องไหนยังอยากเรียนรู้
เป้าหมายไหนยังเป็นของเรา
อะไรที่อยากเริ่มเสียที
และอะไรที่ไม่ต้องไปให้ถึงก็ได้
บางทีนี่อาจเป็นความหมายหนึ่งของคำว่า ชีวิตครึ่งหลัง สำหรับผม
มันไม่จำเป็นต้องเริ่มตอนอายุเท่าไร และไม่ได้หมายถึงการเดินมาถึงครึ่งหนึ่งของอายุขัยพอดี แต่มันอาจเริ่มในวันที่เรารู้สึกว่า เวลาไม่ได้กว้างใหญ่เหมือนที่เคยคิด และเพราะอย่างนั้น สิ่งที่เราอยากใช้เวลาด้วยจึงเริ่มชัดขึ้น ผมยังอยากเดินไปข้างหน้าเหมือนเดิม ยังมีเรื่องใหม่ที่อยากเรียน มีงานที่อยากทำ และมีหลายอย่างที่ยังไม่รู้ว่าจะพาไปถึงไหน
เพียงแต่วันนี้ ผมอาจไม่ได้ถามตัวเองแค่ว่า
“ข้างหน้ายังมีอะไรอีกบ้าง”
แต่เริ่มถามอีกคำถามควบคู่กันไปว่า
“จากเวลาที่มีอยู่ ผมอยากเลือกอะไรให้เดินทางไปด้วยกันต่อ”
บางทีชีวิตครึ่งหลังจึงไม่ได้เป็นช่วงที่เราต้องมีอะไรน้อยลง
แต่อาจเป็นช่วงที่เราเริ่มรู้ว่า
อะไรควรได้อยู่กับเราต่อไป
อ้างอิง
Carstensen, L. L., Isaacowitz, D. M., & Charles, S. T. (1999). Taking time seriously: A theory of socioemotional selectivity. American Psychologist, 54(3), 165–181.
Lang, F. R., & Carstensen, L. L. (2002). Time counts: Future time perspective, goals, and social relationships. Psychology and Aging, 17(1), 125–139.

เว็บไซต์นี้พื้นที่ที่ผมใช้สำรวจเรื่อง Psychology · Learning · Technology · Life ผ่านสิ่งที่กำลังเรียนรู้ งานวิจัย และคำถามที่พบจากชีวิตจริง หากเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่คุณสนใจเหมือนกัน เรายังมีอีกหลายคำถามให้ค่อย ๆ สำรวจไปด้วยกันที่ sajapong.com