เมื่อโลกอาจไม่ได้ต้องการความเร็วจากเรา

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน เรามักรู้สึกว่าตัวเองต้องเร็วขึ้นตาม ต้องเรียนรู้ให้ทัน ต้องอัปเดตอยู่เสมอ เพราะลึก ๆ เราอาจกลัวว่า ถ้าวันหนึ่งตามไม่ทัน คุณค่าของเราจะค่อย ๆ ลดลงไปด้วย

แต่พออายุมากขึ้น ผมกลับเริ่มสงสัยว่า บางทีโลกอาจไม่ได้ต้องการความเร็วจากเราเหมือนเดิมแล้วก็ได้ หากวันหนึ่งเราไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด ไม่ได้เรียนรู้ไวที่สุด และไม่ได้รู้จักของใหม่ก่อนใคร โลกยังต้องการอะไรจากเราอยู่บ้าง

ผมนึกถึงคำถามนี้ขึ้นมาอีกครั้งหลังกลับไปดู The Intern หนังที่ผมเคยดูมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมจำได้ว่าเป็นหนังอบอุ่น ดูง่าย และทำให้ยิ้มได้ แต่พอกลับมาดูอีกครั้งในช่วงที่ตัวเองกำลังเข้าสู่ครึ่งหลังของชีวิต ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งที่หนังยังเหมือนเดิมทุกอย่าง

สิ่งที่เปลี่ยนไป อาจเป็นคนดูมากกว่า


เมื่อคนหนึ่งเร็ว แต่อีกคนหนึ่งนิ่ง

The Intern เล่าเรื่องของ Ben Whittaker ชายวัย 70 ปีที่เกษียณจากงานมาหลายปี หลังจากใช้ชีวิตด้วยการเดินทางและทำกิจกรรมต่าง ๆ เขายังรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป จนวันหนึ่งได้เห็นประกาศรับสมัคร “Senior Intern” หรือเด็กฝึกงานสูงวัยของบริษัทแฟชั่นออนไลน์ และตัดสินใจกลับเข้าไปทำงานอีกครั้ง

ที่นั่นเขาได้พบกับ Jules Ostin ผู้ก่อตั้งบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เธอทำงานแทบตลอดเวลา วิ่งจากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง และต้องดูแลทั้งบริษัท ครอบครัว และความคาดหวังจากคนรอบข้างไปพร้อมกัน

คนสองคนนี้ดูเหมือนมาจากคนละโลก คนหนึ่งเต็มไปด้วยความเร็ว ส่วนอีกคนมีความนิ่ง Ben ไม่ได้รู้จักเครื่องมือใหม่ที่สุด ไม่ได้คล่องกับวิธีทำงานของบริษัทสตาร์ทอัป และไม่ได้พยายามทำตัวให้เหมือนคนหนุ่มสาวในออฟฟิศ เขาเพียงค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ ขณะเดียวกันก็ใช้สิ่งที่ตัวเองสะสมมาตลอดชีวิตในแบบที่เป็นธรรมชาติของเขา

เขาตรงต่อเวลา สังเกตคนรอบข้าง รู้ว่าเมื่อไรควรพูด และรู้ว่าเมื่อไรควรเงียบ หลายครั้งสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องเล็กมาก เช่น จัดโต๊ะที่รก ช่วยเพื่อนร่วมงานแก้ปัญหาเล็ก ๆ หรือเพียงนั่งฟังใครสักคนในวันที่อีกฝ่ายต้องการพื้นที่มากกว่าคำแนะนำ

แต่เรื่องเล็กเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้ Ben กลายเป็นคนที่คนรอบข้างไว้วางใจ


จากการสร้างตัวเอง สู่การส่งต่อบางสิ่ง

พอมาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงแนวคิดหนึ่งของ Erik Erikson นักจิตวิทยาที่ศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต เขาใช้คำว่า Generativity เพื่ออธิบายความต้องการที่จะสร้าง ดูแล หรือส่งต่อบางสิ่งให้กับคนอื่นและคนรุ่นต่อไป

มันไม่ได้หมายถึงเพียงการมีลูกหรือการเป็นครู Generativity อาจเกิดขึ้นผ่านการทำงาน การเป็นพี่เลี้ยง การดูแลคนรอบข้าง การแบ่งปันประสบการณ์ หรือการสร้างบางสิ่งที่ยังมีประโยชน์ต่อไปแม้ไม่ได้จบอยู่ที่ตัวเรา

เมื่อมองผ่านแนวคิดนี้ ผมจึงเริ่มเห็น Ben ต่างออกไป เขาไม่ได้กลับมาทำงานเพื่อพิสูจน์ว่าคนอายุ 70 ปียังทำงานได้เหมือนคนหนุ่มสาว และไม่ได้พยายามแข่งขันกับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เขาทำคือค่อย ๆ เปลี่ยนประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต ให้กลายเป็นบางสิ่งที่คนอื่นนำไปใช้ต่อได้

โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง Ben กับ Jules เขาไม่ได้พยายามบอกเธอว่าควรบริหารบริษัทอย่างไร ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างแทนเธอ และไม่ได้มีคำตอบให้ทุกเรื่อง หลายครั้งเขาเพียงอยู่ข้าง ๆ รับฟัง และทำให้เธอมีพื้นที่มากพอที่จะได้ยินความคิดของตัวเอง

บางทีสิ่งที่เราส่งต่อให้คนอื่น จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบเสมอไป มันอาจเป็นความมั่นคง ความเข้าใจ หรือพื้นที่ที่ทำให้อีกคนกล้าคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้นก็ได้


เมื่อคำถามเริ่มเปลี่ยนจากเทคโนโลยีมาเป็นมนุษย์

เรื่องนี้ทำให้ผมหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง ผมทำงานอยู่กับเทคโนโลยีมานาน ตั้งแต่เว็บไซต์ การตลาดออนไลน์ โซเชียลมีเดีย จนมาถึง AI ช่วงหนึ่งผมเคยคิดว่า ถ้าจะเรียนต่อ ก็น่าจะเรียนให้ลึกลงไปในสายนี้ เพราะมันเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องกับสิ่งที่ทำมาตลอดที่สุด

จนถึงวันนี้ ผมก็ยังสนุกกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่ ยังทดลองเครื่องมือแทบทุกวัน และยังเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนวิธีทำงานและการใช้ชีวิตของเราไปอีกมาก แต่ยิ่งรู้ว่าเครื่องมือทำอะไรได้มากขึ้น ผมกลับเริ่มสนใจสิ่งที่อยู่หลังเครื่องมือเหล่านั้นมากขึ้นเช่นกัน

ทำไมบางคนเปิดรับสิ่งใหม่ได้ทันที ขณะที่บางคนรู้สึกกลัว ทำไมบางคนเรียนรู้แล้วนำไปใช้ต่อได้ แต่บางคนกลับหยุดตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง และทำไมเทคโนโลยีชนิดเดียวกันทำให้คนหนึ่งรู้สึกมีพลัง แต่อาจทำให้อีกคนรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

จากเดิมที่ผมสนใจว่า AI จะทำอะไรได้อีก คำถามของผมจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น มนุษย์จะเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับมันอย่างไร

คำถามแบบนี้เองที่พาผมเข้ามาสนใจเรื่องจิตวิทยามากขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการเดินออกจากโลกของเทคโนโลยี แต่เพราะเริ่มรู้สึกว่า หากอยากเข้าใจว่าเทคโนโลยีกำลังพาเราไปไหน เราอาจต้องกลับมาเข้าใจมนุษย์ที่กำลังใช้มันให้มากขึ้นด้วย


สิ่งที่เราเรียนรู้ อาจไม่ได้จบอยู่ที่ตัวเรา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำงาน สอนหนังสือ และทำคอนเทนต์ พอมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าคนที่เคยเรียนกับผมอาจจำชื่อเครื่องมือที่เคยสอนได้ไม่มากนัก บางเครื่องมือหายไปแล้ว บางแพลตฟอร์มเปลี่ยนจนแทบไม่เหลือหน้าตาเดิม และบางความรู้ที่เคยใหม่มากในวันนั้น วันนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

แต่บางทีสิ่งที่ยังอยู่ อาจไม่ใช่เครื่องมือ อาจเป็นความรู้สึกว่าเรื่องยากไม่ได้ไกลเกินไป หรือความมั่นใจว่า ถึงวันนี้เรายังไม่รู้ แต่เราก็สามารถเริ่มเรียนรู้มันได้

พอคิดแบบนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าความหมายของคำว่า “เติบโต” ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเหมือนกัน เมื่อก่อนการเติบโตอาจหมายถึงการเก่งขึ้น ทำได้มากขึ้น หรือไปได้ไกลขึ้น วันนี้ผมเริ่มคิดว่ามันอาจรวมถึงอีกคำถามหนึ่งด้วยว่า สิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดทาง จะช่วยให้ใครบางคนเดินได้ดีขึ้นหรือเปล่า


ชีวิตครึ่งหลังอาจไม่ได้ช้าลง แค่มีสิ่งให้มองมากขึ้น

The Intern ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าเราต้องหยุดวิ่งเมื่ออายุมากขึ้น Ben เองก็ยังเรียนรู้สิ่งใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหม่รอบตัวเขาก็ได้เรียนรู้บางอย่างจากประสบการณ์ที่เขามี

คนสองรุ่นไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกัน และอาจไม่ต้องแข่งขันกันว่าใครเก่งกว่าใคร บางทีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ แต่ละคนมีอะไรที่สามารถเติมให้อีกคนได้บ้าง

ผมยังคิดว่าเราควรเรียนรู้ ควรอัปเดต และควรพยายามเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เพียงแต่เมื่อเราเดินมาไกลขึ้น บางทีคุณค่าของเราอาจไม่ได้อยู่แค่ว่าเรายังวิ่งได้เร็วแค่ไหน แต่อาจอยู่ที่สิ่งที่เราเห็นชัดขึ้นจากประสบการณ์ อยู่ที่ความนิ่งที่ช่วยให้เราฟังคนอื่นได้ดีขึ้น หรืออยู่ที่บทเรียนบางอย่างที่ทำให้ใครอีกคนไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

บางทีชีวิตครึ่งหลังจึงไม่ได้หมายถึงการช้าลง แต่อาจเป็นช่วงที่เราเริ่มมองเห็นชัดขึ้นว่า สิ่งที่ได้มาระหว่างทางนั้นมีความหมายกับใครได้บ้าง

และหากวันหนึ่งเราไม่ได้เป็นคนที่เร็วที่สุดอีกต่อไป คำถามอาจไม่ใช่ว่า เรายังมีคุณค่าอยู่หรือไม่

แต่อาจเป็นว่า

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เรามีอะไรอยู่ในตัวแล้วบ้าง ที่วันนี้สามารถมอบให้คนอื่นได้ ในแบบที่เมื่อก่อนเรายังทำไม่ได้