เมื่อการยอมรับถูกวัดด้วยตัวเลข

เคยได้ยินเรื่องพีระมิดของมาสโลว์ไหมครับ

มันเป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายว่า มนุษย์เรามีความต้องการหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างอาหาร ความปลอดภัย ความรักและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ไปจนถึงความรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ มีคุณค่า และได้รับการยอมรับจากคนอื่น

พูดง่าย ๆ คือ เราไม่ได้ต้องการแค่มีชีวิตอยู่ แต่ยังอยากรู้ด้วยว่า ตัวเรามีความหมาย และสิ่งที่เราทำมีใครมองเห็น

ความต้องการนี้มีอยู่มานานก่อนเกิดโซเชียลมีเดีย เพียงแต่ในวันนี้ การได้รับการยอมรับเริ่มมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งยอดไลก์ ยอดวิว คอมเมนต์ และจำนวนผู้ติดตาม

เมื่อยอดดี เราอาจรู้สึกมั่นใจขึ้น แต่เมื่อมันเงียบกว่าที่หวัง บางครั้งเราไม่ได้สงสัยแค่ว่า “งานชิ้นนี้มีอะไรต้องปรับ” เราอาจเริ่มสงสัยต่อไปว่า “หรือว่าเราไม่ดีพอ”

ทั้งที่จริงแล้ว สองคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย


ตัวเลขกำลังบอกอะไรเรา

ผมทำงานเกี่ยวกับคอนเทนต์มานาน และเคยเจอทั้งสองด้าน บางชิ้นใช้เวลาคิด ถ่าย และตัดต่อหลายวัน แต่พอเผยแพร่ออกไปกลับเงียบกว่าที่คาด ขณะที่บางโพสต์ทำขึ้นง่าย ๆ ไม่ได้วางแผนซับซ้อนมาก กลับมีคนสนใจและส่งต่อเป็นจำนวนมาก

ประสบการณ์แบบนี้ทำให้ผมเห็นว่า ผลตอบรับไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานเพียงอย่างเดียว มันยังเกี่ยวกับหัวข้อ จังหวะเวลา รูปแบบการนำเสนอ พฤติกรรมของผู้ชม หรือแม้แต่วิธีที่แพลตฟอร์มเลือกนำคอนเทนต์ไปแสดงให้ใครเห็น

ดังนั้นตัวเลขไม่ได้โกหก เพียงแต่มันเล่าความจริงให้เราฟังแค่บางส่วน

ยอดที่น้อยอาจกำลังบอกว่าฮุคยังไม่ดี เนื้อหายังไม่ชัด หรือรูปแบบยังไม่เหมาะ ซึ่งนี่เป็นข้อมูลที่คนทำงานควรรับฟังและนำไปปรับปรุง แต่ยอดที่น้อยไม่ได้แปลทันทีว่าเนื้อหานั้นไม่มีประโยชน์

ในทางกลับกัน ยอดที่มากก็ไม่ได้ยืนยันเสมอไปว่าเนื้อหาชิ้นนั้นมีคุณค่ามากกว่า เพราะเรื่องดราม่า ความขัดแย้ง หรือสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์อย่างรุนแรง ก็สามารถดึงความสนใจของคนได้มากเช่นเดียวกัน

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเราควรเลิกสนใจตัวเลข ถ้าเราใช้โซเชียลมีเดียทำงาน ทำธุรกิจ หรือสื่อสารกับผู้คน ตัวเลขก็ยังจำเป็น เราต้องรู้ว่างานเข้าถึงคนหรือไม่ คนสนใจเรื่องอะไร และมีส่วนไหนที่ควรพัฒนา

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ

เรากำลังใช้ตัวเลขประเมินผลงาน หรือกำลังปล่อยให้ตัวเลขประเมินตัวเรา


เมื่อคุณค่าของเราเริ่มมีเงื่อนไข

ในทางจิตวิทยามีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า Contingencies of Self-Worth ซึ่งอธิบายว่า คุณค่าในตัวเองของคนเราอาจถูกผูกไว้กับบางเรื่องที่เราให้ความสำคัญ เช่น ความสำเร็จ ความสามารถ รูปลักษณ์ การแข่งขัน หรือการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น

เมื่อเราทำได้ดีในสิ่งที่ผูกคุณค่าของตัวเองเอาไว้ ความรู้สึกที่มีต่อตัวเองก็อาจสูงขึ้น แต่เมื่อผิดหวังหรือล้มเหลวในเรื่องนั้น ความรู้สึกต่อตัวเองก็อาจลดลงตามไปด้วย แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาโดย Jennifer Crocker และ Connie Wolfe เพื่ออธิบายว่า self-esteem ของเราไม่ได้เปลี่ยนเพราะทุกเหตุการณ์ในชีวิตเท่ากัน แต่จะไวเป็นพิเศษกับเรื่องที่เราเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้

ถ้ามองในโลกออนไลน์ เงื่อนไขหนึ่งนั้นอาจกลายเป็นยอดไลก์หรือยอดวิวได้ง่าย ๆ

เราเริ่มจากข้อเท็จจริงว่า “โพสต์นี้คนดูน้อย”

แล้วค่อย ๆ แปลมันต่อเป็น “คนไม่สนใจเรา”

ก่อนจะเดินไปถึง “เราไม่มีคุณค่า”

แต่สามประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน เราเป็นคนเชื่อมมันเข้าด้วยกันเอง

งานชิ้นหนึ่งอาจทำได้ไม่ดี และเราควรยอมรับมันตรง ๆ เราอาจต้องเปลี่ยนวิธีเล่า ปรับรูปแบบ หรือกลับไปทำความเข้าใจผู้ชมใหม่ แต่ผลงานที่ไม่สำเร็จหนึ่งชิ้น ไม่ควรมีอำนาจมากพอที่จะตัดสินคนทั้งคน


ประเมินงาน แต่อย่าใช้มันตัดสินทั้งชีวิต

หลัง ๆ ผมจึงพยายามแยกคำถามสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัดขึ้น

ถ้าจะประเมินงาน ผมถามว่า งานชิ้นนี้สื่อสารชัดหรือยัง เข้าถึงคนที่ต้องการสื่อหรือไม่ คนหยุดดูตรงไหน และมีอะไรที่ควรปรับในการทำครั้งต่อไป

แต่ถ้าจะมองคุณค่าของตัวเอง ผมไม่ควรใช้ยอดของงานเพียงชิ้นเดียวมาตอบ เพราะชีวิตของเรายังประกอบด้วยประสบการณ์ ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ ความพยายาม และสิ่งที่เราทำให้กับผู้อื่นอีกมากมาย

หลายอย่างเหล่านั้นไม่มีตัวเลขแสดงอยู่บนหน้าจอ

บางทีความสมดุลจึงไม่ใช่การเลิกดูยอด แต่เป็นการรู้ว่า ตัวเลขแต่ละตัวมีหน้าที่ตอบคำถามอะไร

ยอดวิวช่วยบอกการเข้าถึง ยอดแชร์ช่วยให้เห็นว่าเนื้อหานั้นน่าส่งต่อหรือไม่ คอมเมนต์ทำให้เราเห็นปฏิกิริยาของผู้ชม และข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเรียนรู้และทำงานได้ดีขึ้น

แต่ไม่มีตัวเลขไหนถูกออกแบบมาเพื่อวัดคุณค่าของมนุษย์


สิ่งที่มีความหมาย อาจไม่ได้ส่งเสียงดังเสมอไป

ผมยังอยากให้งานที่ทำได้รับความสนใจ และยังดีใจเหมือนเดิมเวลามีคนดูมากขึ้น เพราะอย่างน้อยมันก็บอกว่าสิ่งที่เราตั้งใจสื่อกำลังเดินทางไปถึงผู้คน

เพียงแต่หลัง ๆ ผมพยายามไม่ฝากความมั่นใจทั้งหมดไว้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

เพราะบางครั้ง งานที่มีความหมายอาจไม่ได้ส่งเสียงดัง คนที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำอาจไม่ได้กดไลก์ ไม่ได้คอมเมนต์ หรือไม่เคยบอกให้เรารู้เลยด้วยซ้ำ

แต่ความเงียบไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยอดที่ไม่สูง ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราทำไม่มีความหมาย

บางทีโจทย์จึงไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเองไม่รู้สึกอะไรกับตัวเลข เพราะถ้าเราทำงานอยู่ในโลกที่มีผู้ชม มันคงเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกดีเมื่อได้รับการตอบรับ และรู้สึกผิดหวังบ้างเมื่อสิ่งที่ตั้งใจไม่เป็นอย่างที่หวัง

สิ่งสำคัญกว่าอาจเป็นการวางตัวเลขเหล่านั้นให้อยู่ในที่ของมัน

ใช้มันเพื่อเรียนรู้
ใช้มันเพื่อปรับปรุง
ใช้มันเพื่อทำงานให้ดีขึ้น

แต่ไม่จำเป็นต้องยกอำนาจให้มันมากพอที่จะตัดสินว่าเราเป็นคนแบบไหน เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวเลขอาจช่วยตอบได้ว่า งานของเรากำลังไปได้ดีแค่ไหน แต่มันตอบไม่ได้ทั้งหมดว่า ชีวิตของเรามีคุณค่าแค่ไหน และถ้าวันหนึ่งยอดไลก์ ยอดวิว ตำแหน่ง หรือคำชื่นชมที่เราเคยใช้ยืนยันตัวเองหายไป บางทีคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ

เรายังมองเห็นอะไรในตัวเอง ที่มีคุณค่าแม้ไม่มีตัวเลขไหนมาช่วยยืนยัน